นาคในศาสนาพราหรมณ์
สังคมอินเดียมีความเชื่อและนับถืองูมาตั้งแต่สมัยโบราณก่อนพระพุทธศาสนา และให้คุณค่าของนาคว่าเป็นตัวแทนของความอุดมสมบูรณ์ ความเจริญรุ่งเรือง ในพระพุทธศาสนา ก็ให้คุณค่าของนาคว่า เป็นผู้ที่ประกอบไปด้วยศรัทธาความเลื่อมใส และคอยอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาเช่นเดียวกัน (พระมนูศักดิ์ อุตฺตโร, 2563) นาคมีความหมายอยู่หลายประการ
นาคมาจากคำว่า“นัค” (Nag) ในภาษาฮินดูสุตานี แปลว่า “ชนชาวเขา” ในส่วนภาษาอัสสัมเรียกว่า “นอค” (Noga) แปลว่า “เปลือย” แต่ในภาษาของกลุ่มชาวนาค หมายถึง “คน” เมื่อนำมาเกี่ยวข้องกับประเพณีการบวชนาคในพระพุทธศาสนาของสังคมอินเดีย ทำให้นัยยะของการปฏิเสธความเป็นคนเนื่องจากได้มีการกีดกันไม่ให้เผ่า “นาค” บวชเป็นพระเพราะถือว่าไม่ใช่มนุษย์อันสะท้อนนัยยะของการเหยียดหยามเฒ่านาคของชนชั้นปกครองในอินเดีย ดังนั้นการที่เผ่านาคได้นิยามชื่อเรียกขานของตนว่า “คน” ในทัศนะของนักวิชาการสายมาร์กซิสต์อย่างจิตรจึงตีความว่าเป็นการตอบโต้ต่อการกดขี่ของชนชั้นนำอินเดียที่มีบทบาทในพื้นที่ศาสนา (จิตร ภูมิศักดิ์, 2524, หน้า 400)
ความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ พญานาคถือเป็นสัตว์สำคัญ (Iyer, 1980, p. 91) คติความเชื่อเรื่องพญานาคที่เข้ามาพร้อมกับศาสนาพราหมณ์ปรากฏอยู่ ในศิลปะเขมรตั้งแต่สมัยก่อนเมืองพระนครแล้ว ทั้งที่พบในภาพสลักเล่าเรื่องหรือส่วนประกอบของศาสนสถาน เช่น ราวสะพาน (Cittrai, 2010-2011, pp. 115-116)
ในศาสนาพราหมณ์เชื่อว่า พญานาคเป็นบัลลังก์ของพระนารายณ์ ซึ่งมีชื่อว่า “พญาอนันตนาคราช” เป็นต้นกำเนิดของตำนานนารายณ์บรรทมสินธุ์หรืออีกตำนานหนึ่งที่กล่าวถึงกษัตริย์นาคาอันยิ่งใหญ่อีกองค์หนึ่งที่มีชื่อว่า “วาสุกรี” เป็นบุตรของพระกัศยปมุนีและนางกัทรุ และเป็นพี่น้องกับพญาอนันตนาคราช (พญานาคราชคู่บารมีของพระวิษณุ) พญาวาสุกรีเป็นนาคราชที่พระศิวะใช้เป็นสายธนูในการทำลายล้างเมืองตรีปุระในตำนานที่พระศิวะปราบตรีปุราสูร มีบางตำนานกล่าวว่า งูที่พันรอบพระศอขององค์พระศิวะก็คือวาสุกรีนาคราช
ในอินเดียตอนเหนือมีการนับถือพญาสุกรีในฐานะเทพเจ้าองค์หนึ่ง ในพิธีนาคปัญจมี ซึ่งเป็นพิธีบูชางูของอินเดียจะมีการบูชาพญาวาสุกรีร่วมด้วย แต่ตำนานที่ท้าให้พญาวาสุกรีเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ได้แก่ ตำนานกวนเกษียรสมุทร (วิชากรณ์ แสงมณี, 2557)
ชาวฮินดูถือว่านาคเป็นผู้ใกล้ชิดกับเทพองค์ต่าง ๆ เป็นเทพเจ้าแห่งน้ำ เช่น อนันตนาคราช ที่เป็นบัลลังก์ของพระนารายณ์ตรงกับความเชื่อของลัทธิพราหมณ์ ที่เชื่อว่า นาคเป็นเทพแห่งน้ำ เช่นปีนี้นาคให้น้ำ 1 ตัว แปลว่า น้ำจะมาก จะท่วมที่ทำการเกษตร ไร่นา ถ้าปีไหนนาคให้น้ำ 7 ตัว น้ำจะน้อย ตัวเลขนาคให้น้ำจะกลับกันกับเหตุการณ์ เนื่องจากถ้านาคให้น้ำ 7 ตัว น้ำจะน้อย เพราะนาคกลืนน้ำไว้ นาคมีคุณสมบัติพิเศษ คือ สามารถแปลงกายได้มีอิทธิฤทธิ์และมีชีวิตใกล้กับคน สามารถแปลงเป็นคนได้ เช่นคราวที่แปลงเป็นคนมาขอบวชกับพระพุทธเจ้า ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง กล่าวถึงนาคที่ชื่อ ถลชะ ที่แปลว่า เกิดบนบก จะเนรมิตกายได้เฉพาะบนบก และนาคชื่อ ชลซะ แปลว่า เกิดจากน้ำ จะเนรมิตกายได้เฉพาะในน้ำเท่านั้น (อรรถพงศ์ ศรีตะลาลัย, 2562, หน้า 34)
พระกฤษณะปราบนาคกาลียะ
พระกฤษณะนั้นเป็นบุตรของพระวสุเทพ (โอรสท้าวศูรราช) และนางเทวกี (บัตรีท้าวอุตระเสน) ในครมถุรา เมื่อหมดสมัยของท้านศูรราช ท้าวอุคระเสนก็ปกครองเมืองมถุราต่อ แต่พญากงส์ บุตรท้าวอุคระเสนได้เป็นกบฏ ถอดท้าวอุคระเสน แล้วขั้นปกครองเสียเอง ครั้งเมื่อนางเทวกีตั้งครรภ์มีโหรทำนายว่า ทารกในครรภ์นั้น จะเป็นผู้วิเศษมาเกิด พญากงส์จึงจับนางเทวกี และพระวสุเทพขังเอาไว้ เมื่อครบกำหนดคลอดก็ให้ฆ่าทารกเสีย ทำเช่นนี้ อยู่ 6 ครั้ง จนถึงครั้งที่ 8 เทวดาได้ย้ายทารกไปไว้ในครรภ์นางโหริณี มเหสีฝ่ายซ้ายของพระวสุเทพ ทารกนี้มีนามว่า พระกฤษณะ มีกายสีดำ มีลักษณะของมหาบุรุษเพียบพร้อม พระวสุเทพจึงนำกุมารนี้ไปฝากโคบาล (ผู้เลี้ยงวัว ทำปศุสัตว์) ชื่อนันทะ และนางยโสธา แล้วเอาทารกของนางยโศธาจึงพาพระกฤษณะไปอยู่ที่ตำบลพฤนทาพน พระกฤษณะจึงเติบโตท่ามกลางหมู่โคบาล และให้ความอนุเคราะห์เหล่าโคบาลนี้ ระหว่างนั้นได้แสดงปฏิหารย์มากมาย อย่างเช่น ยกภูเขาโควรรธนะ จนสามารถมีชัยเหนือพระอินทร์ จนได้ชื่อว่าเป็นอุเปทร (ดีกว่าพระอินทร์) รวมถึงปราบนาคกาลียะ ฯลฯ
พระกฤษณะปราบนาคกาลียะ พญานาคตนหนึ่ง ชื่อกาลียะ อาศัยอยู่ในทะเลสาบกาลินที แห่งเมือง ยมุนา แนวป่าวรินทวัน ได้มีเหตุการณ์กล่าวถึงเมื่อเหล่าเด็กๆ โคบาล พาวัวของตนไปกินน้ำ และลงอาบที่ทะเลสาบกาลินที พญานาคกาลียะเกิดไม่พอใจ พ่นพิษใส่ทะเลสาบ ทำให้เหล่าโคบาลตายไปเป็นอตนมาก ร้อนถึงพระกฤษณะได้ทราบข่าวจึงมาช่วยปราบนาคกาลียะ การต่อสู้ของพระกฤษณะยาวนานมาก ครั้งหนึ่ง พระกฤษณะพลาดท่าถูกไฟของนาคกาลียะสลบไป แต่ก็ยังสามารถพื้นขึ้นมากต่อสู้ได้อีก พญานาคกาลียะแผ่พังพานออกเป็นนับพันเศียร ซึ่งพระกฤษณะก็ได้ต่อสู้อยู่ท่ามกลางเศียรนับพันนั้น ซึ่งถือกันว่า ท่วงท่าการต่อสู้ของพระกฤษณะนั้นเปรียบเสมือนท่าร่ายรำที่สวยงาม ต่อมาพญานาคกาลียะได้เสียทีพระกฤษณะ ซึ่งในขณะพระกฤษณะกำลังจะปลิดชีวิตนาคกาลียะนั้น นางพญานาคกัญญา ซึ่งเป็นภรรยาของนาคกาลียะได้มาร้องขอชีวิตเอาไว้ พระกฤษณะจึงไว้ชีวิต แต่ห้ามนาคกาลียะกระทำการใดที่เป็นการรบกวนชาวโคบาลอีกเลย ดังนั้น รูปของพระกฤษณะปราบนาคกาลียะนั้นมีปรากฏอยู่บริเวณทับหลังและหน้าบันต่างๆ เนื่องจากท่วงท่าในการต่อสู้ที่ว่ากันว่าสวยามนั่นเอง จึงกลายเป็นที่นิยมกัน (วรลัญจก์ บุณยสุรัตน์, 2552)
สะพานนาคราช-ชาลานาคราช
สะพานนาคราช-ชาลานาคราช เป็นชาลายกพื้นอยู่ด้านหน้าโคปุระเชื่อมต่อกับทางดำาเดิน ชาลายกพื้นนี้มีราวเป็นนาค จึงนิยมเรียกกันว่าสะพานนาคราชหรือชาลานาคราช มักอยู่ในผังกากบาท เหตุผลที่ใช้นาคอธิบายได้ว่า เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการปกป้อมคุ้มครองศาสนสถาน และยังเป็นสัญลักษณ์ของสะพานที่เชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับโลกของเทพเจ้า เพราะสะพานที่เชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับเทพเจ้าคือรุ้ง ซึ่งรุ้งมักถูกน าไปเปรียบเทียบกับงูนาคแต่ละยุคสมัยมีลักษณะแตกต่างกันออกไป แรกเริ่มเป็นนาคหลายเศียรคล้ายงูธรรมชาติ ปลายด้านหนึ่งเป็นหัว ปลายด้านหนึ่งเป็นหาง แต่ในบางสมัย เช่น สมัยนครวัด ปลายทั้งสองเป็นเศียรโดยไม่มีหาง ลักษณะเศียรนาคก็มีความวิจิตรบรรจงมากขึ้น (รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง, 2548, หน้า 42-43)
เอกสารอ้างอิง
จิตร ภูมิศักดิ์ (2540). ความเป็นมาของคําสยาม ไทย ลาว ขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติฉบับสมบูรณ์. กรุงเทพฯ: ไทยควอลิตี้บุ๊คส์.
รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง. (2548). ปราสาทขอมในดินแดนไทย. กรุงเทพฯ: มติชน.
วรลัญจก์ บุณยสุรัตน์. (2552, สิงหาคม 17). ศิลปะ-สถาปัตยกรรมร่วมแบบเขมรในประเทศไทย. ค้นเมื่อ 5 กรกฎาคม 2566 จาก https://www.finearts.cmu.ac.th/e_learn/104301/009.pdf
อรรถพงศ์ ศรีตะลาลัย. (2562). แนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมตามความเชื่อเส้นทางตามรอยพญานาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (จังหวัดอุดรธานี-จังหวัดหนองคาย-จังหวัดบึงกาฬ-จังหวัดนครพนม) ประเทศไทย. วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต, มหาวิทยาลัยพะเยา.
Cittrai, Y. (2010-2011). Niak khnong silpa Khmer. (In Cambodia) [The Naga in Khmer art]. B.A. (Archaeology), Faculty of Archaeology, Royal University of Fine Arts.
Iyer, R. K. (1980). Epics, myths and legends of India (14th ed.). Bombay: D.B. Taraporevala Sons & Co. Private.

