พญานาคในแดนอีสานใต้
พื้นที่อันกว้างใหญ่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า อีสานนั้น เป็นที่ราบสูง เรียกว่า ที่ราบสูงโคราช มีรูปพรรณสัณฐานคล้ายกะทะ คือ บริเวณขอบของพื้นที่ยกสูงตรงกลางลึกเป็นแอ่ง ในแอ่งดังกล่าวมีเทือกเขาภูพานทอดตัวยาวตามแนวตะวันออกเฉียงเหนือใต้-ตะวันตกเฉียงเหนือ แบ่งพื้นที่ส่วนที่เป็นก้นกะทะออกเป็น 2 แอ่งใหญ่ ๆ คือ แอ่งที่อยู่ตอนเหนือเรียกแอ่งสกลนคร และทางใต้เรียกแอ่งโคราช
การแบ่งพื้นที่ของอีสานตามสภาพภูมิศาสตร็ โดยทั่วไปมักจะแบ่งพื้นที่อีสาน โดยกเรียกตามทิศทางที่ตั้ง คือส่วนที่อยู่ตอนบน เรียกกันว่าอีสานตอนบนหรืออีสานเหนือ ได้แก่ พื้นที่ในเขตจังหวัดเลย หนองคาย อุดรธานี สกลนคร บึงกาฬ นครพนม ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ มุกดาหาร และหนองบัวลำภู และส่วนที่อยู่ตอนล่างเรียกกว่า อีสานล่างหรืออีสานใต้ ได้แก่ บริเวณจังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี ยโสธร ร้อยเอ็ด และชัยภูมิ
ร่องรอยของวัฒนธรรมโบราณสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่พบ ได้แก่ โบราณวัตถุประเภทเครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องประดับ และแหล่งศิลปกรรม ซึ่งอาจะเป็นภาพเขียสีหรือภาพแกะสลักรอยลงบนผาหินหรือผนังถ้ำ โบราณวัตถุสมัยแรก ๆ ที่พบส่วนมากเป็นเครื่องมือหินกะเทาะ สมัยต่อมาเมื่อรู้จักทำการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ มีการพัฒนารูปแบบของเครื่องมือหินให้ใช้ประโยชน์ได้ตรงขึ้น และประณีตขึ้น ตลอดจนรู้จักประดิษฐ์เครื่องใช้อื่น ๆ ที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีสูงขึ้น เช่น การทำเครื่องปั้นดินเผา การโลหะกรรม การทอผ้าและเครื่องประดับจากวัสดุต่าง ๆ โบราณวัตถุในช่วงนี้ที่พบจึงได้แก่ เครื่องมือหินขัด ภาชนะดินเผา เครื่องมือสำริด อุปกรณ์ปั่นด้ายทำด้วยดินเผา ตลอดจนเครื่องมือเหล็ก ครั้นเมื่อตั้งถิ่นฐานอยู่รวมกันหนาแน่นและพัฒนาถึงขั้นเป็นบ้านเป็นเมือง และขยายออกเป็นแคว้นเป็นรัฐ ก็ปรากฏหลักฐานชุมชนโบราณที่มีคูน้ำคันดินบ้อมรอบโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และโบราณสถาน ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวเนื่องกับศาสนา วัฒนธรรมโบราณช่วงหลังนี้มีรูปแบบที่เห็นเด่นชัดอยู่ 2 แบบด้วยกัน คือ วัฒนธรรมที่เรียกว่า ทวารวดี และวัฒนธรรมขอมหรือเขมรโบราณ
ร่องรอยของวัฒนธรรมโบราณสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่พบ ได้แก่ โบราณวัตถุประเภทเครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องประดับ และแหล่งศิลปกรรม ซึ่งอาจะเป็นภาพเขียสีหรือภาพแกะสลักรอยลงบนผาหินหรือผนังถ้ำ โบราณวัตถุสมัยแรก ๆ ที่พบส่วนมากเป็นเครื่องมือหินกะเทาะ สมัยต่อมาเมื่อรู้จักทำการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ มีการพัฒนารูปแบบของเครื่องมือหินให้ใช้ประโยชน์ได้ตรงขึ้น และประณีตขึ้น ตลอดจนรู้จักประดิษฐ์เครื่องใช้อื่น ๆ ที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีสูงขึ้น เช่น การทำเครื่องปั้นดินเผา การโลหะกรรม การทอผ้าและเครื่องประดับจากวัสดุต่าง ๆ โบราณวัตถุในช่วงนี้ที่พบจึงได้แก่ เครื่องมือหินขัด ภาชนะดินเผา เครื่องมือสำริด อุปกรณ์ปั่นด้ายทำด้วยดินเผา ตลอดจนเครื่องมือเหล็ก ครั้นเมื่อตั้งถิ่นฐานอยู่รวมกันหนาแน่นและพัฒนาถึงขั้นเป็นบ้านเป็นเมือง และขยายออกเป็นแคว้นเป็นรัฐ ก็ปรากฏหลักฐานชุมชนโบราณที่มีคูน้ำคันดินบ้อมรอบโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และโบราณสถาน ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวเนื่องกับศาสนา วัฒนธรรมโบราณช่วงหลังนี้มีรูปแบบที่เห็นเด่นชัดอยู่ 2 แบบด้วยกัน คือ วัฒนธรรมที่เรียกว่า ทวารวดี และวัฒนธรรมขอมหรือเขมรโบราณ
วัฒนธรรมทวารวดีมีแหล่งสำคัญอยู่ทางลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา มีอายุประมาณระหว่างพุทธศตวรรษที่ 12-16 โดยมีพื้นฐานมาจากวัฒนธรรมทางพุทธศาสนาจากประเทศอินเดีย หลักฐานที่พบส่นใหญ่จึงเป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องในพุทธศาสนาลัทธิเถรวาท หรือหินยาน โบราณวัตถุที่พบมาก ได้แก่ พระพุทธรูปและเสมาหิน ส่วนโบราณสถานที่พบน้อย เท่าที่พบในบางท้องที่ ได้แก่ ส่วนฐานของเจดีย์ก่อด้วยอิฐ
วัฒนธรรมขอมมีที่มาจากอาณาจักรขอมหรือเขมรโบราณ มีพื้นฐานมาจากอิทธิพลของวัฒนธรรมอินเดียเช่นเดียวกัน แต่เป็นวัฒนธรรมทางศาสนาฮินดูเป็นส่วนใหญ่ หลักฐานที่พบโดยมากจะมีอายุราวพุทธศนตวรรษที่ 15-18 ที่มีอายุก่อนหน้านั้นได้พบบ้างแต่เพียงส่วนน้อย เช่น พบจารึกและชิ้นส่วนสถาปัตยกรรม (ทับหลัง) ที่มีอายุเก่าลงไปถึงพุทธศตฝรรษที่ 12 ที่บริเวณปากแม่น้ำมูล จารึกดังกล่าวระบุชื่อกษัตริย์แห่งแคนเจนละ ซึ่งในสมัยต่อมาได้มีการขยายดินแดนเป็นปึกแผ่นมั่นคงเป็นอาณาจักรใหญ่ที่รู้จักในชื่อของอาณาจักรขอมนั่นเอง โบราณวัตถุ โบราณสถานที่มีอายุในช่วงแรก ๆ ก่อนพุทธศตวรรษที่ 18 มักจะเกี่ยวเนื่องกับศาสนาฮินดูหรือศาสนาพราหมณ์ ถึงพุทธศตวรรษที่ 18 กษัตริย์แห่งอาณาจักรขอมหันมาเลื่อมใสศรัทธาในพุทธศาสนามหายาน (ลัทธิวัรยาน) โบราณวัตถุ โบราณสถาน สมัยนั้นจึงเป็นของที่สร้างในศาสนาดังกล่าว
เมื่ออาณาจักขอมอ่อนแอและเสื่อมอำนาจลงในปลายพุทธศตวรรษที่ 18 อิทธิพลของวัฒนธรรมขอมที่เคยมีอยู่ก็ค่อย ๆ เสื่อมสูญไปจากภาคอีสาน และปรากฏวัฒนธรรมจากอาณาจักรล้านช้าง ซึ่งเจริญขึ้นและขยายดินแดนครอบคลุมอีสานทางแถบแม่น้ำโขงในราวพุทธศตวรรษที่ 19 และได้มีการอพยพลงมาตั้งถิ่นฐานทางแถบอีสานตอนล่ง ในเวลาต่อมา วัฒนธรรมในช่วงนี้เป็นวัฒนธรรมทางพุทธศาสนาลัทธิหินยาย ที่ส่งผ่านมาทางอาณาจักรล้านนา และอาณาจักรสุโขทัย ผสมผสานเข้ากับวัฒนธรรมพื้นเมือง โบราณวัตถุ โบราณสถานของอีสานล่างในสมัยหลัง จึงมีลักษณะของศิลปะลาวปรากฏเป็นหลักฐานอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ หลายแห่ง
อีสานล่าง จึงจัดเป็นถิ่นที่ร่ำรวยสมบัติทางวัฒนธรรมอย่างยิ่งแห่งหนึ่ง และนับเป็นโชคดีของภูมิภาคนี้ ที่สมบัติทางัฒนธรรมที่มีอยู่นั้นมีแหล่งใหญ่ ๆ มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วไปรวมอยู่ด้วยหลายแหล่ง เช่น ปราสาทหินพิมาย ปราสทพนมรุ้ง แหล่งภาพเขียนสีขนาดใหญ่ที่ผาแต้ม (อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี) เป็นต้น สิ่งเหล่านี้นอกจากมีคุณค่าในฐานะที่เป็นมรดกทางประวัติศาสตร์โบราณแล้ว ยังมีค่าในเชิงเศรษฐกิจทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ เพราะไม่เฉพาะแต่แหล่งใหญ่ ๆ ที่สวยงามหรือมีชื่อเสียงเท่านั้นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ขายดี ความสำคัญในเชิงวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์โบราณคดีของแต่ละแหล่งจะเป็นเครื่องดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สนใจในเรื่องเหล่านี้ให้มาเที่ยวชม และกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ขายดีได้เท่าเทียมกัน
ถ้าหากช่วยกันดูแลรักษา และพัฒนาในเรื่องของสิ่งแวดล้อม ความสะดวกในการเดินทางตลอดจนส่วนบริการที่จำเป็นสำหรับการท่องเที่ยวจึงควรที่ทุกคนจะช่วยกันอนุรักษ์และปกป้องคุ้มครองสมบัติทางวัฒนธรรมของเราไว้ให้เป็นมรดกตกทอดไปถึงลูกหลานรุ่นหลังต่อไป พร้อมทั้งช่วยกันปลูกฝังให้พวกเขาได้เข้าใจในคุณค่าของมรดกเหล่านั้นอันจะนำมาซึ่งความรักความภูมิใจ เพื่อจะได้ช่วยกันดูแลรักษาและรู้จักใช้ทรัพยากรทางวัฒนธรรมที่มีอยู่ในท้องถิ่นของตน ในทางที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและชาติบ้านเมืองสืบไป
จิตรกร เอมพันธ์. (2545). พญานาคเจ้าแห่งแม่น้ำโขง:พิธีกรรมกับระบบความเชื่อพื้นบ้านแห่งวัฒนธรรมอีสาน. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ส.พลายน้อย. (2554). ครุฑหยุดนาค (ฉบับปรับปรุงใหม่). กรุงเทพฯ: พิมพ์คำสำนักพิมพ์.


