ปราสาทบ้านพลวง
ปราสาทบ้านพลวง ตั้งอยู่ในหมู่บ้านพลวง ตำบลบ้านพลวง อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ จากตัวอำเภอปราสาทเดินทางไปทางไปทางทิศใต้ ตามถนนทางหลวงสายสุรินทร์ – ช่องจอม ระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร จะมีทางแยกเข้าด้านซ้าย เดินทางอีกประมาณ 500 เมตร เข้าสู่เขตหมู่บ้านและตัวปราสาท
บ้านพลวงเป็นชุมชนโบราณที่ไม่มีคูน้ำและคันดินล้อมรอบ มีปราสาทบ้านพลวงเป็นศูนย์กลางาของชุมชน ทางด้านทิศตะวันออกห่างออกไปจากตัวปราสาท ประมาณ 100 เมตร เป็นที่ตั้งของบาราย หรืออ่างเก็บน้ำโบราณขนาดใหญ่ แผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งสร้างาขึ้นตามคติการวางผังเมืองของชุมชนและเป็นแหล่งเก็บน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของประชาชนในชุมชนบ้านพลวงในอดีต
ผนังปราสาททางด้านทิศตะวันออก มีประตูทางเข้า-ออก 1 ประตู ทับหลังเหนือกรอบประตูสลักเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณเศียรเดียว อยู่ภายในซุ้มเหนือหน้ากาล ซึ่งแลบลิ้นออกมาเป็นรูปสามเหลี่ยมหน้ากาลมีแขน 2 แขน กำลังยึดท่อนพวงมาลัยที่คายออกมาจากสองข้างของส่วนปาก แถบบนของทับหังสลักเป็นรูปฤาษี 6 ตน นั่งพนมมือสลับกับลายพวงอุบุที่ตั้งตรงขึ้น หน้าบันเหนือทับหลัง สลักเป็นรูปพระกฤษณะกำลังยกภูเขาโควรรธนะ กรอบของหน้าบันสลักเป็นลายก้านต่อดอกเรียงจากส่วนบนลงมาที่ส่วนล่าง ที่ปรายกรอบหน้าบันมีนาคห้าเศียร ซึ่งเศียรกลางกำลังคายพวงอุบุอยู่ นอกกรอบหน้าบันมีรูปสัตว์เล็กๆ สลักเพิ่มเติมอยู่ เช่น รูปม้า ลิง และกระรอก เป็นต้น สองข้างของประตูทางด้านทิศตะวันออก สลักรูปทวารบาลยืนถือกระบองเหนือทวารบาลทางด้านซ้ายมือของประตูทางเข้ามีลายดอกไม้ 4 กลีบ ขนาดใหญ่สลักซ้อนกันขึ้นตามแนวผนัง
ผนังปราสาททางด้านทิศใต้ ทับหลังสลักเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ 3 เศียร อยู่ภายในซุ้มเหนือหน้ากาล ซึ่งยึดท่อนพวงมาลัยที่สลักเป็นลายใบไม้ประกอบอยู่ 2 ข้าง ที่ท่อนพวงมาลัยนั้นยังมีพวงอุบะแบ่งอยู่ที่เลี้ยว ส่วนยอดของทับหลังสลักเป็นรูปสัตว์เรียงเป็นแนว เช่น ช้าง กระรอก หมู ลิง และวัว เหนือแนวนี้ขึ้นไปยังสลักเป็นรูปสัตว์อีกแนวหนึ่ง เช่น ห่าน จระเข้ ม้า และลิง การที่พบทับหลังสลักเป็นรูปพระอินทร์อยู่ทางทิศใต้นี้ นับเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะเหตุว่า พระอินทร์เป็นเทพผู้รักษาทิศตะวันออกและโดยปกติมักจะพบการสลักและติดตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเท่านั้น สันนิษฐานว่า ที่ปราสาทบ้านพลวงอาจมีการเคารพนับถือพระอินทร์ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งฟ้า-ฝน และเป็นเทพที่รักษาทิศตะวันออกเป็นพิเศษ ที่หน้าบันทางทิศใต้สลักเป็นรูปเทวดารนั่งชันเข่าอยู่เหนือหน้ากาลท่ามกลางลวดลายพันธุ์พฤกษา ส่วนทารงด้านขวามือของประตูหลอก สลักเป็นรูปทวาลบาลยืนถือกระบองอยู่ภายในซุ้มและรูปเทพธิดายืนอยู่ภายในซุ้ม
ปราสาทบ้านพวงสร้างขึ้นตามรูปแบบศิลปกรรมเขมรโบราณตรงกับศิลปะสมัยคลังต่อเนื่องถึงสมัยบาปวน ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 17 หรือเมื่อราว 1,000 ปีเศษมาแล้ว ซึ่งสามารถศึกษาและกำหนดอายุได้จากลวดลายและลักษณะของทับหลังที่มีส่วนท่อนพวงมาลัยมีอุบะมาแบ่งเลี้ยว และลวดลายที่ประดับตกแต่งตามส่วนต่างๆ ของปราสาท ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของศิลปกรรมเขมรในช่วงระยะเวลาดังกล่าว
ผนังปราสาททางด้านทิศตะวันตก ไม่พบลวดลายเป็นรูปใดๆ พบเพียงพื้นผิวของหินทราย มีร่องรอยการร่างหรือโกลนลวดลายไว้
ผนังปราสาททางด้านทิศเหนือ ทับหลังสลักเป็นรูปพระกฤษณะกำลังปราบนาคกาลิยะ 6 เศียร อยู่ภายในซุ้ม สองข้างของซุ้มมีลายท่อนพวงมาลัยและลายใบไม้ ท่อนพวงมาลัยทั้งสองาข้างมีร่องรอยการแบ่งที่เลี้ยวของพวงอุบะ ที่หน้าบันเหนือทับหลัง สลักเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณเศียรเดียว หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ภายในซุ้มเหนือหน้ากาล ท่ามกลางลวดลายพันธุ์พฤกษา
ประติมากรรมรูปนาคที่ปราสาทบ้านพลวง ปรากฏดังนี้
กรอบหน้าบันทางด้านทิศตะวันออก ที่ปลายของกรอบหน้าบันทั้งสองข้าง จำหลักเป็นรูปนาคหัวเศียร ซึ่งมีลายใบไม้ประดับอยู่เหนือเศียรแต่ละเศียร และนาคเศียรกลางก็คายพวงอุบะออกมา ส่วนที่คอของนาคจะพบว่าเบื้องล่างยังคงมี่องรอยของการสลักรูปปากมกรปรากฏอยู่
กรอบหน้าบันทางด้านทิศใต้ ที่ปลายของกรอบหน้าบันทั้งสองข้าง จำหลักเป็นรูปนาคที่เศียรเช่นเดียวกัน นาคทั้งห้าเศียรมีลายใบไม้ประดับอยู่เหนือเศียรแต่ละเศียร และนาคเศียรกลางก็คายอุบะออกมา โดยที่ตัวกรอบหน้าบันสลักเป็นตัวนาคคอโค้งไปมา ซึ่งภายในตัวกรอบหน้าบันจำหลักเป็นลายก้านต่อดอก เรียงลงมาจากยอดของกรอบหน้าบันมายังปลายกรอบหน้าบันเบื้องล่าง
กรอบหน้าบันทางด้านทิศเหนือ ที่ปลายของกรอบหน้าบันทั้งสองข้าง จำหลักเป็นรูปนาคห้าเศียร ซึ่งมีลายใบไม้ประดับอยู่เหนือเศียรนาคทั้งห้าเศียรและนาครเศียรกลางก็คายพวงอุบะออกมา ตัวกรอบหน้าที่หลักเป็นตัวนาคกอโค้งไปมา ภายในกรอบนั้นจำหลักเป็นลายก้านต่อดอกเรียงจากยอดของกรอบหน้าบันมายังปลายของกรอบหน้าบันเบื้องล่าง
ทับหลังทางด้านทิศเหนือ บนทับหลังทางด้านนี้สลักเป็นภาพเล่าเรื่องตอนพระกฤษณะปราบนาคกาลิยะ โดยตัวนาคนั้นทำเป็นนาคมี 6 เศียรนี้ เป็นนาคหัวโล้น ไม่มีลายใบไม้มาประดับอยู่เหนือเศียรทั้งหกเลย และตัวของนาคก็ออกมาเป็นลายท่อนพวงมาลัย
นาคสลักบนกลีบขนุนประดับที่มุมของหลังคา จำหลักเป็นรูปนาคห้าเศียร นาคเศียรกลางคายพวงอุบะออกมา นาคทั้งห้าเศียรนี้เป็นนาคที่หัวโล้น ไม่มีรัศมีประดับอยู่เหนือเศียรนาค
กรมศิลปากร ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานปราสาทบ้านพลวงในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 52 ตอนที่ 37 วันที่ 8 มีนาคม 2478 และประกาศกำหนดขอบเขตโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 99 ตอนที่ 172 วันที่ 18 พฤศจิกายน 2525 หน้า 53 (ฉบับพิเศษ) กำหนดพื้นที่โบราณสถานปราสาทบ้านพลวง ประมาณ 5 ไร่ 3 งาน 23 ตารางวา
ในปี พ.ศ. 2518 กรมศิลปากร ร่วมกับนายซิลเดรส อาร์ แวนซ์ (Childress R. Vance) นักวิชาการชาวอเมริกา ได้ทำการขุดแต่งศึกษาและบูรณะปราสาทบ้านพลวงด้วยวิธีอนัลติโลซีส คือ การขุดแต่งหาร่องรอยของปราสาทตามรูปแบบดั้งเดิมและค้นหาก้อนหินหรือศิลาแลงที่ใช้ในการก่อสร้างปราสาท ซึ่งได้พังทลายลงและกระจายอยู่ในพื้นที่ปราสาท จากนั้นถอดรื้อหินของปราสาทลงจนถึงฐานราก และนำหินส่วนต่าง ๆ ทั้งหมดเรียงประกอบขึ้นใหม่ดังเดิม สำหรับหินส่วนยอดของปราสาทนั้น จากการศึกษาไม่พบชิ้นส่วนที่ครบถ้วน จึงได้เปิดโล่งดังที่เห็นในปัจจุบัน
ในปัจจุบัน ส่วนยอดของปราสาทบ้านพลวงหักหายไป ผู้รู้ได้ตั้งข้อสันนิษฐานว่า (1) อาจจเป็นเพราะการก่อสร้างยังไม่เสร็จสิ้น (2) สร้างเสร็จแล้ว แต่ส่วนยอดใช้วัสดุอื่นที่ไม่ใช่หินทรายหรือศิลาแลง เช่น อิฐหรือไม้ ทำให้พังทลายลงจนหมดสิ้น และ (3) สร้างเสร็จแล้ว และใช้หินทรายในการก่อสร้าง แต่ภายหลังจากการพังทลายลงมาของปราสาท ได้มีการเคลื่อนย้ายหินที่ตกหล่นออกไปจากพื้นที่ เพื่อใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ
เอกสารอ้างอิง
สำนักศิลปากรที่ 21 นครราชสีมา. (ม.ป.ป.) ปราสาทบ้านพลวง. นครราชสีมา: กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม.
เฉลิมเกียรติ กิจตระกูลรัตน์. (2528). ปราสาทหินบ้านพลวง ตำบลกังแอน อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์. สารนิพนธ์ศิลปศาสตรบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศิลปากร.

